เลนส์รุ่น Helios 40-2  85mm f1.5  ตัวนี้  ก็มีผลิตออกมา 3 เมาท์  ได้แก่เมาท์  Nikon  ใส่กับกล้อง Nikon ได้เลย เมาท์ Canon EF และเมาท์ M42 ชื่อ Helios  คือเทพเจ้ากรีก ผู้ขับรถม้านำพาแสงสว่างไปทั่วฟากฟ้า หรือที่ชาวไทยเราเรียกกันว่า พระอาทิตย์ นี่หละครับ ถ้าให้เดา ผมก็คงเดาว่าเป็นเลนส์ที่ f กว้าง (ในสมัยนั้น) จึงถูกตั้งชื่อว่าเลนส์พระอาทิตย์  เพราะเป็นเลนส์ที่มีความสว่างสูง

         จาก Helios 40 version แรกในยุค 1950s  มาจนถึงปัจจุบัน optical design การออกแบบชิ้นแก้วต่างๆ  ก็ยังคงเหมือนกับ helios 40  ตัวแรกที่ผลิตในยุคต้น 1950s  แทบทุกอย่าง.


        ฉายาที่นักเล่นเลนส์มือหมุนตั้งให้ว่ายักษ์ดำ ได้มาจากขนาดตัวที่ใหญ่โต ดำมะเมื่อม ยังกะลูกระเบิดสมัยสงครามโลกและน้ำหนักตัวเกือบหนึ่งกิโลของมันนี่หละครับ 

ด้านล่าง มี Depth of field scale  จารึกเอาไว้บนกระบอกเลนส์  วิธีอ่านค่า DOF scale ก็ตามรูปหละครับ   เวลาโฟกัสแบบไม่เล็ง ก็กะๆเอาจากแหวนปรับ f และแหวนปรับโฟกัสได้


          เอาหละ  ถึงเวลาเอาเลนส์ไปลองกันได้หละครับ  เพราะโม้มามากแล้วเลนส์ตัวนี้ คือเลนส์ที่ถูกออกแบบ ตั้งแต่ปี 1938   พัฒนาต่อมาถึงปี 1950 ต้นๆ และยังคงใช้ optical design แบบเดิม ดังนั้น มันไม่ใช่เลนส์ performance แบบเลนส์สมัยใหม่  ที่คมขอบจรดขอบแน่นอนครับมันคือเลนส์ที่พาเราย้อนกลับไปสัมผัส  ว่าสมัย 1940 - 1950  เลนส์กล้องสมัยนั้น มันถ่ายออกมาเป็นแบบไหน เอกลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุดของเลนส์ตัวนี้ คือมันให้โบเก้ ที่เหวี่ยงวนติ้วๆนี่หละครับ ความเพี้ยนอันเป็นปกติ ในเลนส์สมัยยุค 1940 สิ่งที่คนสมัยก่อน มองว่ามันคือ spherical abberation  หรือความคลาดเพี้ยน  ที่ต้องได้รับการแก้ไข 

          หลังจากเวลาผ่านไป 50 -60 ปี ความคลาดแบบนี้ ถูกแก้ไขจนแทบจะไม่มีหลงเหลือในเลนส์สมัยใหม่ สิ่งที่เขาพัฒนาหนี และกำจัดมันจนแทบจะสูญสิ้นความเหวี่ยงวนนี้ไปแล้ว เราก็สามารถพบได้ในเลนส์ตัวนี้ อารมณ์ภาพอันไม่สมบูรณ์ แต่มีเสน่ห์ในยุค 1940s  ได้กลับมาอีกครั้งเชิญเอานิ้วอุดจมูกข้างนึง เสพโบเก้เหวี่ยงวน เข้าไปให้เต็มๆปอดครับ 


ทดสอบการให้สีสัน  ในวันที่เมฆหม่นๆ  ฟ้าทึบสนิทครับ


โทนภาพ โทนสีในวันฟ้าใส แดดดีๆ  (เดือนนี้ส่วนมากฝนตกเฉยเลย)


ช่วง 85mm   f1.5  สิ่งที่คิดออกอย่างแรก คือเอาไปถ่ายสาวหนะสิครับ


          ลองถ่ายขาวดำดูมั่งครับในยุค 1940s  สมัยที่โลกนี้ยังไม่มีฟิล์มสี ภาพมันก็คงออกมาเป็นประมาณนี้หละครับ


          flare test ด้วยความที่เป็นเลนส์ design โบราณ flare จึงมาเต็มๆมากครับ   ไม่ต้องไปใส่ใน photosphop เลย ถ้าใครถ่ายวีดีโอเก่งๆนี่ คงเล่น flare กันได้มันส์มาก


          รูปทรงโบเก้ครับ  ที่ f1.5 จะกลมดิก  ทรงลูกรักบี้เหวี่ยงๆและพอหรี่ f ลงไปเรื่อยๆ โบเก้ ก็จะเป็นทรงดาว ตามรูปทรงของรูรับแสง ซึ่งจะเริ่มเป็นดาวแบบชัดเจนตั้งแต่ f4 ครับ


         แฉกไฟ  มาเต็มๆมาก ที่ f11  ครับ  พุ่งออกมาทิ่มตาเลยแต่ช่วง f5.6 - f8  ก่อนหน้านั้น ไม่ค่อยมีแฉกไฟเด่นออกมาเท่าไหร่


สุดท้าย  ทดสอบความคมครับ 

          ย้ำอีกครั้ง  เลนส์ตัวนี้ optical design ออกแบบมาตั้งแต่ยุค 1940s  แล้ว  ก็ 60-70 ปี เองดังนั้น อย่าไปคาดหวังว่ามันจะคมขอบชนขอบตั้งแต่ f กว้างสุด เหมือนเลนส์สมัยใหม่ๆ กว่าจะคม ขอบซ้ายจรดขอบขวา   ก็ต้องรอราวๆ f8  นู่นหละครับ  ตามสไตล์เลนส์ยุคก่อนๆ  ที่ต้องหรี่ f stop ลงไปเยอะๆ


สรุป

         เลนส์ตระกูล Helios Jupiter ของ Russia นี่ ก็เป็นเลนส์ที่ผมหัดเล่นมาเป็นตัวแรกๆ  ตั้งแต่เป็นมือใหม่หัดหมุนเป็นเลนส์ที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจจนสามารถไปรวบรวมข้อมูลมาเขียนเป็นเรื่องได้เป็นฉากๆเลย

         ตอนนี้ ทางโรงงาน KMZ ที่รัสเซีย ก็นำเลนส์ตระกูล  Helios  มาเปิดสายผลิตใหม่และยังมีการเปิดตัวเลนส์รุ่นอื่นๆที่ใช้ design ใหม่ๆตามมาอีก ก็นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะว่าชาวมือหมุนจะได้มีเลนส์ใหม่ๆเล่นเพิ่มขึ้น

          และถ้าสืบสาวราวเรื่องย้อนขึ้นไปถึงต้นตระกูลของมัน จะเห็นว่ามันเป็นเลนส์ที่แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยจากยุคต้นกำเนิด ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองอะไร เป็นสาเหตุให้เลนส์ตัวนึง ใช้ต่อกันมาได้ยาวนานถึงขนาดนั้น   

เลนส์พวกนี้ ไม่ใช่เลนส์ performance ที่ชัดขอบชนขอบ คมทะลุกราฟตั้งแต่ f กว้างสุดแต่ว่าเป็นเลนส์ที่มี character ที่มีลักษณะเฉพาะเข้มข้นมากๆและให้แนวภาพที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน   

เป็นเลนส์ที่มีกลิ่นอายของอดีตแบบตลบอบอวล ถ้าใครอยากเห็น อยากสัมผัส  ว่าสไตล์ภาพที่ถ่ายกันตอนสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองออกมาเป็นยังไง เอาเจ้าเลนส์นี่ใส่เข้าไป แล้วกดชัตเตอร์ออกมาตอนนี้  ยุคนี้ ภาพก็ยังออกมาแบบนั้น เพราะ optical design  ของเลนส์ตัวนี้ แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่ยุค 1940s  เป็นต้นมาหละครับ

       ส่วนที่ชอบ และไม่ชอบ ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ
- ทำออกมาเป็นเมาท์ Nikon  Canon   สามารถต่อกับบอดี้ DSLR ได้เลยไม่ต้องแปลง
- ส่วนกล้อง mirrorless  ก็มีสารพัด adapter แปลงเลนส์ให้เล่นกัน
- โดยส่วนตัว ผมชอบแนวภาพของมันมากๆครับ  มันให้ภาพที่มีเอกลักษณ์มากๆ  
- แฟลร์เป็นดาบสองคม  เพราะแฟลร์ก็เด่นชัดมากเช่นกัน ถ้าใครเล่นแฟลร์เป็น จะเอาไปเล่นได้มันส์มาก 
- ประวัติความเป็นมา เอาไปเล่าได้ทุกวงสนทนา
- ช่วงสวย f สวย  มันเป็นเลนส์ถ่ายสาวชัดๆ
- บอดี้คือรถถังดีๆนี่เอง ถึกทน หน้า filter 67mm  
- ถ้าอยากได้ความคม เปิดไปสัก f8   เลนส์ก็สามารถเก็บรายละเอียดได้ดีพอที่จะตอบสนองเซ็นเซอร์ 42ล้าน pixel ของ A7R III ได้
ขุดหญ้าออกมาเป็นต้นๆได้เหมือนกัน 
- f1.5 - f2  นี่  ถ่ายออกมานวลๆ สิวเสิว หายหมด  สาวๆชอบ 

ส่วนที่ไม่ค่อยถูกใจมั่ง  
- ภาพแนวนี้ บางคนก็ชอบมากๆ  บางคนก็ไม่ค่อยชอบ เห็นภาพแนวนี้ทีไร ก็มีบางคนบ่นว่าดูแล้วเวียนหัว
- แน่นอนครับ น้ำหนักมัน รถถังชัดๆ  ตัวเลนส์หนักราวๆกิโลนึง
- flare เป็นดาบสองคม  ใครชอบเล่นแฟลร์น่าจะชอบ แต่บางที มันก็มาเต็มๆเกิ๊น เนื่องจากเป็นเลนส์ที่มี design เก่าแก่
ไม่ได้ออกแบบมาให้ต้านทานแฟลร์และ ghost  ได้ดีแบบเลนส์สมัยใหม่
- Coma / CA มาเยอะเช่นกัน ตามอายุ optical design 

อยากให้กลับมาผลิตเลนส์ตัวนี้ ใน chrome body อีกครั้งครับ  ถ้าได้แบบ slim chrome body นี่ จะยิ่งดีเลย เพราะว่าน้ำหนักตัวจะได้เบาๆขึ้นมาอีกหน่อย

ก็ขอจบการรีวิวเลนส์ตัวนี้ไว้เพียงเท่านี้ครับผม 


ขอบคุณบทความ: น้าธรรมรงค์

https://pantip.com/topic/37280181